สถานการณ์คุณภาพน้ำ
คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์ดี พอใช้ เสื่อมโทรมและเสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 23 56 19 และ 2 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำ 3 ปีย้อนหลัง (พ.ศ.2549-2551) พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและพอใช้เพิ่มขึ้น เช่น แม่น้ำเสียว ตรัง ลำตะคองตอนบน พอง ชี ลำปาวและแควใหญ่ มีคุณภาพน้ำเปลี่ยนระดับเป็นเกณฑ์ดี ส่วนแม่น้ำลำตะคองตอนล่าง คุณภาพน้ำยกระดับจากเสื่อมโทรมมากเป็นระดับเสื่อมโทรม แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมในปี 2550 แล้วเปลี่ยนเป็นเสื่อมโทรมมากในปี 2551 ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง สาเหตุหลักที่ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมาจากน้ำทิ้งชุมชน
คุณภาพน้ำ ทะเลชายฝั่ง อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ดี พอใช้ เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก คิดเป็นร้อยละ 16 48 29 6 และ 1 ตามลำดับ เมื่อเทียบ 3 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2549-2551) มีแนวโน้มดีขึ้นปัญหาที่พบยังคง เป็นปริมาณแบคทีเรียกลุ่ม โคลิฟอร์มทั้งหมด สำหรับภาพรวมคุณภาพน้ำทะเลทั่วประเทศ พบว่า สารแขวนลอยและโลหะหนักสูงเกินค่ามาตรฐานน้ำทะเล ทั้งนี้บริเวณชายฝั่งทะเลที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมากส่วนใหญ่ อยู่ในอ่าวไทยตอนใน ได้แก่ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าโรงงานฟอกย้อม กม. 35 ปากคลอง 12 ธันวา จังหวัดสมุทรปราการ ปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร และบางขุนเทียน กรุงเทพฯ สถานการณ์คุณภาพอากาศและระดับเสียง
สถานการณ์คุณภาพอากาศในภาพรวมดีขึ้น ปัญหามลพิษหลัก คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ซึ่งพบในพื้นที่สระบุรี (ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) ราชบุรี สมุทรปราการ ลำปาง พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนครราชสีมา ทั้งนี้ ยังมีปัญหามลพิษทางอากาศจากก๊าซโอโซนที่เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว เช่น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ราชบุรี เป็นต้น ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และฝุ่นรวม เกินมาตรฐานบ้างเป็นครั้งคราว
คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร พบปัญหาปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) เกินมาตรฐานในบริเวณริมถนน โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 8.1-205.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐาน ร้อยละ 3.3 ซึ่งมีปริมาณลดลงเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2550 ตรวจวัดได้ในช่วง 9.8-242.7 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 4.7) พื้นที่ที่พบปัญหา ได้แก่ ถ.ดินแดง ถ.พระราม 6 ถ.พระราม 4 ถ.ราชปรารภ ถ.พิษณุโลก ถ.สุขุมวิท ถ.เยาวราช ถ.สามเสน ถ.สุขาภิบาล 1 เป็นต้น สำหรับพื้นที่ทั่วไปที่เป็นที่อยู่อาศัยจะมีปัญหาก๊าซโอโซนเกินมาตรฐานในทุก พื้นที่ ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 0.0-151.0 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) เกินมาตรฐานร้อยละ 0.3 ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2550 ตรวจวัดได้ในช่วง 0.0 – 186.0 ppb เกินมาตรฐานร้อยละ 0.2)
คุณภาพอากาศในเขตปริมณฑล ในจังหวัดสมุทรปราการพบปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 12.2-249.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เกินมาตรฐานร้อยละ 4.9 ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2550 ตรวจวัดได้ในช่วง 10.5-461.5 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 16.4) ทั้งนี้แหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองเหล่านี้เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ รวมถึงการก่อสร้าง สำหรับจังหวัดปทุมธานี สมุทรสาคร และนนทบุรี พบ PM10 เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว ส่วนก๊าซโอโซนส่วนใหญ่จะเกินมาตรฐานมากที่สุดที่จังหวัดนนทบุรี รองลงมาคือ ปทุมธานี สมุทรสาครและสมุทรปราการ
คุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างจังหวัด ปัญหาหลักคือ PM10 พื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด คือ ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีความรุนแรงน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยปี 2551 ตรวจได้ 15-283.0 มคก./ลบ.ม. และมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานร้อยละ 14.1 (ปี 2550 ตรวจวัดได้ 31.0-302.2 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 29.3) สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมโรงโม่ บดและย่อยหิน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กิจกรรมขนส่งและการจราจรในพื้นที่ จังหวัด ที่ประสบปัญหา PM10 ยังมีจังหวัดราชบุรี จังหวัดลำปาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดระยอง สำหรับก๊าซโอโซน พบเกินมาตรฐานบางพื้นที่ จังหวัดที่พบเกินมาตรฐานมากที่สุด คือ ราชบุรี รองลงมาคือ ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่ นครสวรรค์ สระบุรี ลำปางและนครราชสีมา
สถานการณ์ระดับเสียง พบว่าระดับเสียงริมเส้นทางจราจรและพื้นที่ทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยระดับเสียงริมถนนในกรุงเทพมหานครมีค่าอยู่ในช่วง 62.8 – 85.5 เดซิเบลเอ (dBA) ค่าเฉลี่ยรายปี 70.1 dBA (ปี 2550 ค่าเฉลี่ย 70.3 dBA) โดยบริเวณที่มีค่าเกินมาตรฐาน (70 dBA) ทุกวัน คือ ถนนตรีเพชร ถนนลาดพร้าว ส่วนพื้นที่ในต่างจังหวัดระดับเสียงลดลงจากปี ที่ผ่านมาเล็กน้อย (ปี 2551 ค่าเฉลี่ย 62.5 dBA ปี 2550 ค่าเฉลี่ย 62.9 dBA) ซึ่งบริเวณที่มีปัญหามากที่สุด คือ จังหวัดสระบุรี สถานการณ์กากของเสีย
ขยะมูลฝอยชุมชน คาดว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 15.04 ล้านตันหรือวันละ 41,213 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือร้อยละ 2.18 โดยในเขตกรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะที่เก็บขนได้ประมาณวันละ 8,970 ตัน เขตเทศบาลเมืองและเมืองพัทยาคาดว่ามีประมาณวันละ 14,766 ตันและนอกเขตเทศบาลประมาณวันละ 17,477 ตัน ด้านการจัดการขยะมูลฝอย พบว่ามีขยะที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องประมาณ 15,444 ตันต่อวัน หรือ ร้อยละ 37 ของปริมาณขยะทั่วประเทศ ในเขตกรุงเทพมหานครสามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ทั้งหมด ในเขตเทศบาลเมืองและเมืองพัทยามีสถานที่กำจัดมูลฝอยที่ถูกหลักสุขาภิบาลและ สามารถเดินระบบได้แล้วจำนวน 107 แห่ง สามารถกำจัดได้ประมาณ 5,240 ตันต่อวัน (ร้อยละ 35 ของปริมาณขยะในเขตเทศบาล) ส่วนนอกเขตเทศบาล สามารถกำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกหลักสุขาภิบาลได้ เพียง 1,234 ตันต่อวัน (ร้อยละ 7 ของปริมาณขยะนอกเขตเทศบาล) สำหรับการใช้ประโยชน์มูลฝอย ในปีนี้ คาดว่ามีการนำขยะมูลฝอยชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ประมาณ 3.405 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของปริมาณที่เกิดขึ้นทั้งหมด 15.04 ตัน
ของ เสียอันตราย คาดว่าจะมีปริมาณของเสียอันตรายเกิดขึ้นประมาณ 1.862 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 เพียง 16,500 ตัน โดยของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมประมาณ 1.45 ล้านตัน และจากชุมชนประมาณ 0.41 ล้านตัน (รวมมูลฝอยติดเชื้อ) ทั้งนี้ของเสียอันตรายกว่าร้อยละ 70 ยังคงเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก การจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน กรณีมูลฝอยติดเชื้อ (37,000 ตันต่อปี) จะกำจัดในเตาเผาของโรงพยาบาลที่เดินระบบประมาณ 400 แห่ง เตาเผามูลฝอยติดเชื้อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ 13 แห่ง และเตาเผาเอกชน 1 แห่ง ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนอื่นๆ มักถูกทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยทั่วไป ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี ประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการคัดแยกของเสียอันตรายชุมชนออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป และเก็บรวบรวมเพื่อส่งรีไซเคิลหรือกำจัดในศูนย์จัดการของเสียอันตรายที่ถูก หลักวิชาการ โดยมีการคัดแยกและนำกลับคืนขยะรีไซเคิล ประเภทเศษแก้ว กระดาษ เหล็ก อะลูมิเนียม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น ศูนย์วัสดุรีไซเคิลชุมชน ธนาคารขยะรีไซเคิล การนำขยะอินทรีย์มาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และการนำขยะมูลฝอยมาผลิตพลังงานไฟฟ้า สถานการณ์สารอันตราย
ภาพรวม สถานการณ์การใช้สารเคมีในประเทศไทย พบว่ามีแนวโน้มลดลง โดยมีปริมาณการนำเข้าและการผลิตสารเคมีในประเทศประมาณ 29.17 ล้านตัน น้อยกว่าปี 2550 ประมาณ 1.03 ล้านตัน จำแนกเป็นปริมาณการผลิตในประเทศประมาณ 24.05 ล้านตัน และนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 5.12 ล้านตัน โดยสารเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถจำแนกเป็นสารเคมีในกลุ่มสารอินทรีย์ ประมาณ 1.92 ล้านตัน และกลุ่มสารอนินทรีย์ประมาณ 3.2 ล้านตัน สารเคมีเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในภาค อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม จากข้อมูลกรมควบคุมโรค พบว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีทั้งสิ้น 1,650 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีด้าอุตสาหกรรม 202 ราย และผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 1,448 ราย สำหรับอุบัติภัยจากสารเคมีในปี 2551 เกิดขึ้นทั้งสิ้น 29 ครั้ง ซึ่งมีสาเหตุจาก โรงงานอุตสาหกรรมและโกดังเก็บสารเคมี 14 ครั้ง การขนส่งสารเคมี 6 ครั้ง และการลักลอบทิ้งสารเคมีและของเสียอันตราย 9 ครั้ง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 17 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย
คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์ดี พอใช้ เสื่อมโทรมและเสื่อมโทรมมาก ร้อยละ 23 56 19 และ 2 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำ 3 ปีย้อนหลัง (พ.ศ.2549-2551) พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและพอใช้เพิ่มขึ้น เช่น แม่น้ำเสียว ตรัง ลำตะคองตอนบน พอง ชี ลำปาวและแควใหญ่ มีคุณภาพน้ำเปลี่ยนระดับเป็นเกณฑ์ดี ส่วนแม่น้ำลำตะคองตอนล่าง คุณภาพน้ำยกระดับจากเสื่อมโทรมมากเป็นระดับเสื่อมโทรม แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมในปี 2550 แล้วเปลี่ยนเป็นเสื่อมโทรมมากในปี 2551 ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง สาเหตุหลักที่ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมาจากน้ำทิ้งชุมชน
คุณภาพน้ำ ทะเลชายฝั่ง อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ดี พอใช้ เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก คิดเป็นร้อยละ 16 48 29 6 และ 1 ตามลำดับ เมื่อเทียบ 3 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2549-2551) มีแนวโน้มดีขึ้นปัญหาที่พบยังคง เป็นปริมาณแบคทีเรียกลุ่ม โคลิฟอร์มทั้งหมด สำหรับภาพรวมคุณภาพน้ำทะเลทั่วประเทศ พบว่า สารแขวนลอยและโลหะหนักสูงเกินค่ามาตรฐานน้ำทะเล ทั้งนี้บริเวณชายฝั่งทะเลที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมากส่วนใหญ่ อยู่ในอ่าวไทยตอนใน ได้แก่ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าโรงงานฟอกย้อม กม. 35 ปากคลอง 12 ธันวา จังหวัดสมุทรปราการ ปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร และบางขุนเทียน กรุงเทพฯ สถานการณ์คุณภาพอากาศและระดับเสียง
สถานการณ์คุณภาพอากาศในภาพรวมดีขึ้น ปัญหามลพิษหลัก คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ซึ่งพบในพื้นที่สระบุรี (ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) ราชบุรี สมุทรปราการ ลำปาง พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนครราชสีมา ทั้งนี้ ยังมีปัญหามลพิษทางอากาศจากก๊าซโอโซนที่เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว เช่น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ราชบุรี เป็นต้น ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และฝุ่นรวม เกินมาตรฐานบ้างเป็นครั้งคราว
คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร พบปัญหาปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) เกินมาตรฐานในบริเวณริมถนน โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 8.1-205.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐาน ร้อยละ 3.3 ซึ่งมีปริมาณลดลงเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2550 ตรวจวัดได้ในช่วง 9.8-242.7 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 4.7) พื้นที่ที่พบปัญหา ได้แก่ ถ.ดินแดง ถ.พระราม 6 ถ.พระราม 4 ถ.ราชปรารภ ถ.พิษณุโลก ถ.สุขุมวิท ถ.เยาวราช ถ.สามเสน ถ.สุขาภิบาล 1 เป็นต้น สำหรับพื้นที่ทั่วไปที่เป็นที่อยู่อาศัยจะมีปัญหาก๊าซโอโซนเกินมาตรฐานในทุก พื้นที่ ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง 0.0-151.0 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) เกินมาตรฐานร้อยละ 0.3 ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2550 ตรวจวัดได้ในช่วง 0.0 – 186.0 ppb เกินมาตรฐานร้อยละ 0.2)
คุณภาพอากาศในเขตปริมณฑล ในจังหวัดสมุทรปราการพบปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในช่วง 12.2-249.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เกินมาตรฐานร้อยละ 4.9 ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ปี 2550 ตรวจวัดได้ในช่วง 10.5-461.5 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 16.4) ทั้งนี้แหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองเหล่านี้เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ รวมถึงการก่อสร้าง สำหรับจังหวัดปทุมธานี สมุทรสาคร และนนทบุรี พบ PM10 เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว ส่วนก๊าซโอโซนส่วนใหญ่จะเกินมาตรฐานมากที่สุดที่จังหวัดนนทบุรี รองลงมาคือ ปทุมธานี สมุทรสาครและสมุทรปราการ
คุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างจังหวัด ปัญหาหลักคือ PM10 พื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด คือ ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีความรุนแรงน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยปี 2551 ตรวจได้ 15-283.0 มคก./ลบ.ม. และมีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานร้อยละ 14.1 (ปี 2550 ตรวจวัดได้ 31.0-302.2 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐานร้อยละ 29.3) สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมโรงโม่ บดและย่อยหิน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กิจกรรมขนส่งและการจราจรในพื้นที่ จังหวัด ที่ประสบปัญหา PM10 ยังมีจังหวัดราชบุรี จังหวัดลำปาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดระยอง สำหรับก๊าซโอโซน พบเกินมาตรฐานบางพื้นที่ จังหวัดที่พบเกินมาตรฐานมากที่สุด คือ ราชบุรี รองลงมาคือ ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่ นครสวรรค์ สระบุรี ลำปางและนครราชสีมา
สถานการณ์ระดับเสียง พบว่าระดับเสียงริมเส้นทางจราจรและพื้นที่ทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแนวโน้มลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยระดับเสียงริมถนนในกรุงเทพมหานครมีค่าอยู่ในช่วง 62.8 – 85.5 เดซิเบลเอ (dBA) ค่าเฉลี่ยรายปี 70.1 dBA (ปี 2550 ค่าเฉลี่ย 70.3 dBA) โดยบริเวณที่มีค่าเกินมาตรฐาน (70 dBA) ทุกวัน คือ ถนนตรีเพชร ถนนลาดพร้าว ส่วนพื้นที่ในต่างจังหวัดระดับเสียงลดลงจากปี ที่ผ่านมาเล็กน้อย (ปี 2551 ค่าเฉลี่ย 62.5 dBA ปี 2550 ค่าเฉลี่ย 62.9 dBA) ซึ่งบริเวณที่มีปัญหามากที่สุด คือ จังหวัดสระบุรี สถานการณ์กากของเสีย
ขยะมูลฝอยชุมชน คาดว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 15.04 ล้านตันหรือวันละ 41,213 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือร้อยละ 2.18 โดยในเขตกรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะที่เก็บขนได้ประมาณวันละ 8,970 ตัน เขตเทศบาลเมืองและเมืองพัทยาคาดว่ามีประมาณวันละ 14,766 ตันและนอกเขตเทศบาลประมาณวันละ 17,477 ตัน ด้านการจัดการขยะมูลฝอย พบว่ามีขยะที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องประมาณ 15,444 ตันต่อวัน หรือ ร้อยละ 37 ของปริมาณขยะทั่วประเทศ ในเขตกรุงเทพมหานครสามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ทั้งหมด ในเขตเทศบาลเมืองและเมืองพัทยามีสถานที่กำจัดมูลฝอยที่ถูกหลักสุขาภิบาลและ สามารถเดินระบบได้แล้วจำนวน 107 แห่ง สามารถกำจัดได้ประมาณ 5,240 ตันต่อวัน (ร้อยละ 35 ของปริมาณขยะในเขตเทศบาล) ส่วนนอกเขตเทศบาล สามารถกำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกหลักสุขาภิบาลได้ เพียง 1,234 ตันต่อวัน (ร้อยละ 7 ของปริมาณขยะนอกเขตเทศบาล) สำหรับการใช้ประโยชน์มูลฝอย ในปีนี้ คาดว่ามีการนำขยะมูลฝอยชุมชนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ประมาณ 3.405 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของปริมาณที่เกิดขึ้นทั้งหมด 15.04 ตัน
ของ เสียอันตราย คาดว่าจะมีปริมาณของเสียอันตรายเกิดขึ้นประมาณ 1.862 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 เพียง 16,500 ตัน โดยของเสียอันตรายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากภาคอุตสาหกรรมประมาณ 1.45 ล้านตัน และจากชุมชนประมาณ 0.41 ล้านตัน (รวมมูลฝอยติดเชื้อ) ทั้งนี้ของเสียอันตรายกว่าร้อยละ 70 ยังคงเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก การจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน กรณีมูลฝอยติดเชื้อ (37,000 ตันต่อปี) จะกำจัดในเตาเผาของโรงพยาบาลที่เดินระบบประมาณ 400 แห่ง เตาเผามูลฝอยติดเชื้อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ 13 แห่ง และเตาเผาเอกชน 1 แห่ง ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชนอื่นๆ มักถูกทิ้งปะปนกับขยะมูลฝอยทั่วไป ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี ประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการคัดแยกของเสียอันตรายชุมชนออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป และเก็บรวบรวมเพื่อส่งรีไซเคิลหรือกำจัดในศูนย์จัดการของเสียอันตรายที่ถูก หลักวิชาการ โดยมีการคัดแยกและนำกลับคืนขยะรีไซเคิล ประเภทเศษแก้ว กระดาษ เหล็ก อะลูมิเนียม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น ศูนย์วัสดุรีไซเคิลชุมชน ธนาคารขยะรีไซเคิล การนำขยะอินทรีย์มาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และการนำขยะมูลฝอยมาผลิตพลังงานไฟฟ้า สถานการณ์สารอันตราย
ภาพรวม สถานการณ์การใช้สารเคมีในประเทศไทย พบว่ามีแนวโน้มลดลง โดยมีปริมาณการนำเข้าและการผลิตสารเคมีในประเทศประมาณ 29.17 ล้านตัน น้อยกว่าปี 2550 ประมาณ 1.03 ล้านตัน จำแนกเป็นปริมาณการผลิตในประเทศประมาณ 24.05 ล้านตัน และนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 5.12 ล้านตัน โดยสารเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถจำแนกเป็นสารเคมีในกลุ่มสารอินทรีย์ ประมาณ 1.92 ล้านตัน และกลุ่มสารอนินทรีย์ประมาณ 3.2 ล้านตัน สารเคมีเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในภาค อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม จากข้อมูลกรมควบคุมโรค พบว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีทั้งสิ้น 1,650 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมีด้าอุตสาหกรรม 202 ราย และผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ 1,448 ราย สำหรับอุบัติภัยจากสารเคมีในปี 2551 เกิดขึ้นทั้งสิ้น 29 ครั้ง ซึ่งมีสาเหตุจาก โรงงานอุตสาหกรรมและโกดังเก็บสารเคมี 14 ครั้ง การขนส่งสารเคมี 6 ครั้ง และการลักลอบทิ้งสารเคมีและของเสียอันตราย 9 ครั้ง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 17 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย
MHS Casino - Mississippi's first integrated sports betting
ตอบลบThe MHS Casino, 하남 출장마사지 the 정읍 출장마사지 state-run casino that is the main sponsor of Mississippi's first 제주도 출장안마 multi-million 청주 출장샵 dollar integrated casino project in 제천 출장샵 Mississippi's