ในปัจจุบันปัญหาเหตุรำคาญ ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยมีสาเหตุมาจากกลิ่น ฝุ่นละออง เสียงดัง น้ำเสีย สารพิษและขยะ ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตาม พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535
ในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา แนวหน้าที่มีรายได้ประชาชาติในระดับกลาง มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการด้านผลผลิตและการบริโภคของประชาชนมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตมากกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นของประเทศ โดยในช่วงปี พ.ศ.2503-2537 พบว่าภาคอุตสาหกรรมเติบโตถึงร้อยละ 27 โดยเฉพาะในปีพ.ศ.2537 มีจำนวนโรงงานทั่วประเทศทั้งสิ้น 103,550 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 30 และภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศร้อยละ 70 การเติบโตดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายตามมา รวมทั้งความเสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะนำไปสู่อันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชน
เพื่อเป็นการลดระดับความเสี่ยงและคุ้มครองสุขภาพของประชาชน พรบ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535 จึงได้บัญญัติแหล่งกำเนิดหรือกิจกรรมใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดปัญหาเหตุรำคาญไว้ 5 ประการดังนี้
1. แหล่งน้ำ ทางระบายน้ำ ที่อาบน้ำ ส้วม หรือที่ใส่มูล หรือเถ้า หรือสถานที่อื่นใด หรือละอองเป็นพิษ หรือเป็น หรือน่าจะเป็นที่เพาะพันธุ์พาหะนำโรค หรือก่อให้เกิดความเสื่อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
2. การเลี้ยงสัตว์ในที่หรือโดยวิธีใด หรือมีจำนวนเกินสมควรจนเป็นเหตุให้เสื่อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
3. อาคารอันเป็นที่อยู่ของคนหรือสัตว์ โรงงานหรือสถานที่ประกอบการใด ไม่มีการระบายอากาศ การระบายน้ำ การกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือการควบคุมสารเป็นพิษ หรือมีแต่ไม่มีการควบคุมให้ปราศจากกลิ่นเหม็น หรือละอองสารเป็นพิษอย่างพอเพียงจนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
4. การกระทำใด ๆ เป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
5. เหตุอื่นใดที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยกฏหมาย ได้กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ และควบคุมปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินงานตาม สำหรับราชการส่วนท้องถิ่น จะเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการห้าม กำจัด และระงับการกระทำใด ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเหตุรำคาญ รวมทั้งมีอำนาจในการออกข้อบังคับท้องถิ่นและเงื่อนไขต่าง ๆ ในการควบคุมได้ ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะเป็นหน่วยงานที่จะให้คำแนะนำแก่หน่วยงานท้องถิ่นในการออกข้อบังคับท้องถิ่น และตรวจสอบสถานที่ก่อเหตุรำคาญ รวมทั้งจัดฝึกอบรมการจัดการสิ่งแวดล้อมให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ท้องถิ่นและผู้ประกอบการ
สถานการณ์
สถานการณ์
จากการสำรวจข้อมูลของสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ร่วมกับศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และเทศบาลต่าง ๆ 135 แห่งทั่วประเทศ พบว่าในช่วงปี พ.ศ.2536 - 2539 มีปัญหาเหตุรำคาญเนื่องจากมลพิษ เกิดขึ้นประมาณ 5,977 และ 5,860 ราย ในปี พ.ศ.2536 และ 2537 ตามลำดับ ส่วนในปี พ.ศ.2538 และ 2539 เนื่องจากได้รับข้อมูลรายงานจากเทศบาลประมาณ 52 แห่ง จึงพบว่ามีปัญหาเหตุรำคาญเกิดขึ้น 4,013 และ 3,737 รายตามลำดับ ซึ่งปัญหาเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก ปัญหามลพิษทางอากาศ เช่น แก๊ซ ไอระเหย ฝุ่น กลิ่น เสียงดัง น้ำเสีย สารพิษ ขยะและสิ่งปฏิกูล (รูปที่ 1)
เมื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาเหตุรำคาญของประเทศเป็นรายภาค (รูปที่ 2) และ เขตกรุงเทพมหานคร สำหรับปี พ.ศ. 2538 แล้ว สรุปได้ ดังนี้
ภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)
พบว่า สาเหตุใหญ่ของปัญหาเหตุรำคาญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศตามด้วยน้ำเสีย และขยะ โดย จ.นนทบุรี จะมีจำนวนเรื่องร้องเรียนมากที่สุด
ภาคเหนือ
พบว่า สาเหตุของปัญหาเช่นเดียวกับภาคกลาง โดย จ.พิษณุโลก จะมีจำนวนเรื่องร้องเรียนมากที่สุด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พบว่า สาเหตุใหญ่ของปัญหาเหตุรำคาญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศตามด้วยปัญหาขยะ และน้ำเสีย โดย จ.อุบลราชธานี จะมีจำนวนเรื่องร้องเรียนมากที่สุด
ภาคใต้
พบว่า สาเหตุของปัญหาเช่นเดียวกับภาคกลาง โดย จ.นครศรีธรรมราช จะมีจำนวนเรื่องร้องเรียนมากที่สุด
กรุงเทพมหานคร
พบว่าสาเหตุใหญ่ของปัญหาเหตุรำคาญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ ตามด้วยปัญหาเสียงดัง และน้ำเสีย
ผลจากการสำรวจดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของสาเหตุของปัญหาเหตุรำคาญ ซึ่งปัญหากลิ่นจะมีมากที่สุดถึงร้อยละ 28.53 - 32.94 รองลงมา ได้แก่ เสียงดัง น้ำเสีย ฝุ่นละออง ขยะ และสารพิษตามลำดับ (ตารางที่ 1) โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2538 จะมีสัดส่วนของสาเหตุของปัญหา
นอกจากนี้ยังพบว่าแหล่งก่อปัญหาเหตุรำคาญ จะเป็นโรงงาน และกิจการที่เป็นอันตรายแก่สุขภาพ ที่ต้องถูกควบคุมภายใต้กฎหมาย การสาธารณสุข โดยกิจการ 10 อันดับแรกที่ก่อปัญหาเหตุรำคาญมากที่สุดมีดังนี้
การเลี้ยงสัตว์
การผลิตและจำหน่ายอาหาร
โรงฆ่าสัตว์
ร้านซ่อมเครื่องยนต์ และรถยนต์
การประดิษฐ์ทองรูปพรรณ
อาคารพาณิชย์และที่พักอาศัย
การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้
การเคลือบ ชุบ และหลอมโลหะ
การเชื่อม ปั๊ม รีด คลัง ตัด ขัด เจาะโลหะ
การปั่น ย้อมและทอผ้า
สำหรับการบังคับใช้กฎหมายการสาธารณสุขของเจ้าพนักงานท้องถิ่นด้วยมาตรการต่างๆ ทางกฎหมายเพื่อระงับ ป้องกันและควบคุมผู้ก่อปัญหาหรือผู้ประกอบการ (ตารางที่ 2) ในปีพ.ศ.2536 - 2539 พบว่า การแนะนำทางวิชาการ เป็นมาตรการที่ถูกนำมาใช้มากกว่ามาตรการลงโทษทางกฎหมาย สรุป
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศไทยมีการพัฒนาเป็นเมืองมากขึ้นสิ่งแวดล้อมทั้งในชนบทและเมืองก็เสื่อมโทรมเลวร้ายตามมา ปัญหาเหตุรำคาญด้านมลพิษเกิดบ่อย และมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
จากการศึกษาพบว่า มีปัญหาเหตุรำคาญเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยมีสาเหตุมาจากกลิ่น ฝุ่นละออง เสียงดัง น้ำเสีย สารพิษ และขยะ ซึ่งมีแหล่งกำเนิด ปัญหามาจากกิจการที่เป็นอันตรายแก่สุขภาพ ตาม พรบ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535
ในการแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญจากมลพิษ ต้องใช้มาตรการหลายๆ อย่างที่จะป้องกันและปราบปรามการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างไรก็ตาม การให้คำแนะนำและการอบรมผู้ก่อปัญหาหรือผู้ประกอบการ จะเป็นกระบวนการที่จะสร้างความตระหนักให้แก่ผู้ก่อเหตุได้ดีกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างทันที 4. ข้อเสนอแนะ
4.1 สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการศึกษาหลักเกณฑ์ และมาตรฐานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ในการควบคุมแหล่งกำเนิด และผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงการควบคุมปัญหาเหตุรำคาญที่ดี
4.2 ต้องศึกษาวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหตุรำคาญจากมลพิษที่ใช้ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาเพื่อนำข้อมูลมาจัดทำเป็นนโยบายต่อไป
4.3 ในกรณีที่เป็นปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อน ควรใช้วิธีการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ไข
4.4 ควรมีการศึกษารูปแบบการปฏิบัติงานที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยเพื่อ ที่จะใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหตุรำคาญ ทั้ง 4 ภาค นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยในการควบคุมปัญหาเหตุรำคาญจากมลพิษได้ดี